ภัยเงียบของชาวออฟฟิศ : เมื่อความสำเร็จในการทำงานมาพร้อมกับความเจ็บปวดจากร่างกายที่ถูกละเลย
.png?alt=media&token=36551ef6-d285-4949-bf7f-7326d12fa8bd)
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆผู้ติดตาม MeHealth ทุกคน เราเป็นคนนึงที่ติดตามเพจมาได้สักพัก
วันนี้เราอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ความเจ็บปวดจากการทำงานที่ยากจะลืมเลือนของเราให้ทุกคนฟังค่ะ เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกคนหันกลับมาใส่ใจ "ร่างกาย" ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนชีวิตและอาชีพ
ก่อนอื่นเราขอแนะนำตัวก่อน เราชื่อ บี (นามสมมติ) อายุ 27 ปีเราทำงานเป็น IT ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งย่านใจกลางเมือง
ที่กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพยอดฮิตของคนวัยทำงานที่แค่เอ่ยมาคำเดียว ทุกคนที่อ่านอยู่น่าจะร้องอ๋ออออ เป็นเสียงเดียวกัน
เรื่องราวของเราอาจจะคล้ายกับชาวออฟฟิศหลายๆคน เราเป็นคนนึงที่มักจะมีอาการปวด คอ บ่าไหล่ แวะเวียนเข้ามาทักทายเป็นประจำหลังจากที่ต้องนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมงติดต่อกัน ช่วงแรกเราก็บรรเทาอาการปวดด้วยการไปนวดคลายเส้นบ้าง เอาแผ่นแปะคลายกล้ามเนื้อมาแปะซะแทบจะทั่วตัว หนักเข้านานวันก็กินยาแก้ปวดหวังพึ่งให้มันหาย คิดไปเองว่า "มันก็เป็นแค่อาการปวดกล้ามเนื้อธรรมดาทั่วไป กินยาเดี๊ยวก็หายแล้ว ไม่ต้องไปหาหมอให้เสียเวลา"
.png?alt=media&token=b2b8c138-4927-45de-9b26-0b6f80e4321e)
จุดเริ่มต้น...เมื่ออาการปวดไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
พอเริ่มนานวันเข้าๆ อาการปวดคอ บ่า ไหล่ ของเรามันไม่ได้จบลงด้วยการกินยาแก้ปวดแล้วหาย แต่มันเริ่มส่งสัญญาณทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วยการปวดคอร้าวขึ้นไปที่ศีรษะจนเราเป็นไมเกรน และบางทีก็เป็นติดต่อกันหลายวัน มันส่งผลเสียกับเรามากเพราะเราแทบจะลุกขึ้นมาทำงานไม่ไหว ต้องลาป่วยบ่อยครั้ง และมันเริ่มกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเราแล้วด้วย จุดนี้แหละมันเริ่มเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราคิดได้ว่า "มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องไปหาหมอเฉพาะทางอย่างจริงจัง ขืนปล่อยทิ้งไว้แบบนี้น่าจะหนักขึ้นเรื่อยๆไม่หายแน่นอน"
แต่สิ่งหนึ่งที่เรามีความกังวลใจเวลาไปพบแพทย์คือ เรากังวลว่าถ้าเวลาไปโรงพยาบาลเราจะต้องไปรักษาที่แผนกไหน และจะเลือกรักษากับคุณหมอท่านไหนดี ก่อนอื่นเลยในความปวดคอยังมีความโชคดีซ่อนอยู่ คนในครอบครัวของเราเคยมีประวัติการรักษาเรื่องเกี่ยวกับสะโพกหลุด และอาการปวดชาปลายเท้า กับโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสมุทรสาคร คุณหมอท่านนี้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในเรื่องของศัลยกรรมกระดูก และข้อ เราได้เอาชื่อคุณหมอไปค้นหาก็เจอคลิปที่ทางรพ.รีวิวการรักษาของผู้ป่วยท่านอื่นๆ ที่ได้มารักษาด้วยอาการปวดคล้ายๆเรา เราเลยตัดสินใจว่าเราจะต้องไปพบคุณหมอท่านนี้แหละ !
ผลวินิจฉัยสุดช็อก !!! "กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ อักเสบชนิดรุนแรง"
หลังจากที่เราตัดสินใจไปหาหมอแล้ว ระหว่างที่เรานั่งรอหมออย่างใจจดจ่อ.... ในที่สุดก็ถึงคิวเราสักที พอเราเข้าไปพบคุณหมอท่านนี้ พอเราเล่าอาการเบื้องต้นให้ท่านฟัง สิ่งที่ท่านอุทานออกด้วยรอยยิ้มว่า "โอ๊ยยยย หมอเจอเคสแบบเราเยอะมาก ขอเดาก่อนเลยนะว่าทำอาชีพที่ต้องนั่งหน้าจอคอนานๆใช่มั้ย" เราคิดในใจนี่หมอกระดูก หรือหมอดูเนี่ยแม่นจริงๆ จากนั้นหมอก็ลองมากดจุดตามคอ บ่า ไหล่ของเรา เพื่อจุดกดเจ็บ (Trigger Point) สิ่งที่น่าตกใจคือ เรามีจุดกดเจ็บหลายจุดมากไล่ไปจนถึงบริเวณต้นคอด้านบน และที่ช็อกหนักเข้าไปอีกคือ "กล้ามเนื้อ คอ บ่าไหล่ อักเสบชนิดรุนแรง ที่กล้ามเนื้อคอหายไปหลายมัด"
ซึ่งคุณหมอท่านนี้อธิบายเป็นศัพท์เฉพาะทางการแพทย์ก็จริง แต่ท่านอธิบายได้ละเอียดให้คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับวงการแพทย์สามารถเข้าใจได้ มีการชี้รูปภาพประกอบช่วยให้เราเข้าใจได้มากขึ้นอีกด้วย
เหนือสิ่งอื่นใดเรากลับมีคำถามผุดขึ้นมาในหัว "เราก็เป็นคนหนึ่งที่ดูแลสุขภาพ ใส่ใจในเรื่องอาหารการกิน ออกกำลังบ้างบางครั้ง นอนครบ 8 ชั่วโมง ใส่ใจแต่อวัยวะภายใน ไม่ได้สนใจอวัยวะภายนอกเลยหรอเนี่ย"
สำหรับเคสเราในเบื้องต้นของการรักษา หมอให้เราเลือกวิธีการรักษาได้เอง เพราะว่าในการรักษาก็มีการรักษาเฉพาะทางหลายรูปแบบ เช่น การทานยาที่อยู่ในกลุ่มยารักษาอาการอักเสบจากกล้ามเนื้อ การกายภาพบำบัด ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ และปรับพฤติกรรมการนั่งทำงานของตนเอง
แต่ในช่วงแรกด้วยอะไรหลายๆอย่าง เราลองเลือกที่จะรักษาด้วยการกินยาแก้อักเสบจากกล้ามเนื้อ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ แต่ยาตัวนี้มีโอกาสที่จะกัดกระเพาะ เราจำเป็นจะต้องกินยาเคลือบกระเพาะควบคู่ไปด้วยระหว่างรักษา
เมื่อครบกำหนด 1 สัปดาห์ วันที่เราต้องกลับไปพบหมออีกครั้งเพื่อติดตามอาการ ผลการรักษาก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควรคุณหมอเลยแนะนำให้เราลองกายภาพบำบัดดูต่อ แต่การกายภาพบำบัดต้องทำติดต่อกันหลายวันต่อสัปดาห์ ใช้เวลาโดยประมาณ 2-3 สัปดาห์ได้ ซึ่งเนื่องด้วยข้อจำกัดที่เราต้องลาไปกายภาพบำบัดในเวลางาน และทางที่เราต้องขับรถไปรพ.ก็ต้องผ่านถนนพระราม 2 ที่ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีจะมีอะไรหล่นลงมาอีกมั้ย จากที่จะปวดคอแค่อย่างเดียวกลัวจะปวดอย่างอื่นร่วมด้วย

คุณหมอท่านเลยแนะนำให้เราลองฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อเพื่อบรรเทาปวด อันนี้จะเห็นผลได้ไว แต่ยากลุ่มนี้เป็นยากลุ่มสเตียรอยด์ ที่จะต้องฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ผลจากการฉีดก็ช่วยให้ลดอาการปวดได้ หลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือหากมีการปรับพฤติกรรมการนั่งทำงานของตัวเองร่วมด้วยจะเห็นผลได้ยาวนานหลักปี!
และใช้ค่ะ เราเลือกที่จะฉีดยา แต่หลังจากที่ฉีดยาเสร็จคุณหมอส่งต่อเราไปให้นักกายภาพบำบัดสอนวิธีการยืดเหยียด เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ไว้โอกาสหน้าเราจะมาแชร์วิธีการยืดเหยียดให้ทุกคนนะคะ
กุญแจสำคัญสู่การรักษา: "การปรับพฤติกรรม" ที่ยั่งยืน
สำหรับเราทุกวันนี้เราได้มีการปรับพฤติกรรมในการนั่งทำงานอยู่เรื่อยๆ ไม่ปล่อยให้ตัวเองนั่งแช่นานๆเป็นเวลานาน มีโอกาสก็ลุกยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังตามที่คุณหมอและนักกายภาพแนะนำ ถึงแม้บางครั้งเราอาจจะละเลยไปบ้าง แต่เราเชื่อว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากเราทำไปเรื่อยๆเราจะติดเป็นนิสัยไปเองว่าจะต้องตระหนักถึงการดูแลรักษาคอ บ่า ไหล่ของเราให้ดี

บทเรียนสำคัญจากเรื่องราวของคุณบี สู่เรื่องเล่าใน MeHealth
- หากรู้สึกเจ็บป่วย อย่าอดทนเพียงเพราะเข้าใจว่ากินยาแล้วจะหาย ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันทีก่อนที่ความเจ็บปวดจะลุกลามไปมากกว่าเดิม
- สุขภาพที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องการกินและการออกกำลังกายแบบองค์รวม แต่ต้องใส่ใจสุขภาวะของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนที่ต้องรับภาระหนักทุกวันด้วย!
- การนั่งท่าเดิมนาน ๆ คือการทำลายกล้ามเนื้ออย่างช้า ๆ และหัวใจของการรักษาและการกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ คือ "การปรับพฤติกรรมการนั่งทำงานและการทำกิจกรรมต่าง ๆ
📣 MeHealth ชวนคุณมาสำรวจตัวเอง!
อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือนภัยร้ายแรงแบบนี้ หากคุณมีอาการปวดเรื้อรัง หรือปวดแล้วร้าวไปส่วนอื่น ๆ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์!
คำถามสำหรับชาวออฟฟิศ:
-
วันนี้คุณนั่งทำงานใน ท่าที่ถูกต้อง (Ergonomics) แล้วหรือยัง?
-
คุณลุกขึ้น ยืดเหยียดร่างกาย ทุก ๆ 1 ชั่วโมงหรือไม่?
-
คุณมองข้ามอาการปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ มานานเท่าไหร่แล้ว?
มาแชร์ประสบการณ์กันค่ะ! ใครเคยเจออาการปวดที่หนักที่สุดจาก Office Syndrome บ้าง และคุณมีวิธีการปรับตัว หรือเคล็ดลับในการดูแลคอ บ่า ไหล่ อย่างไร มาแบ่งปันกันใต้คอมเมนต์นี้เลยนะคะ หรือ Inbox เข้ามาที่เพจ MeHealth ได้เลยนะคะ 👇
